'แบงก์รัฐ'เหนื่อยปั้นกำไรอืด กัดฟันลดดอกเบี้ย อุ้ม SMEs-รากหญ้า
ข่าววันที่ : 10 มิ.ย. 2558
Share

tmp_20151006093611_1.jpg

วันที่ ปรับปรุง 10 มิ.ย. 2558

          ส่วนฟากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) หรือแบงก์รัฐ 8 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) และบรรษัทประกัน สินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

          โดยภาพรวมแบงก์รัฐ 8 แห่งมีผลประกอบการออกมาไม่ดีเช่นกัน เมื่อดูจากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2558 พบว่า มีกำไรสะสม สุทธิรวม 3,712 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกัน ปีก่อนที่มีจำนวน 4,941 ล้านบาท หรือติดลบ 24.9% ทั้งนี้ เมื่อย้อนไปดูช่วง 2 เดือนแรกเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ก็พบว่า แต่ละเดือนกำไรของแบงก์รัฐหดตัว โดยในเดือน ม.ค. -92.4% และเดือน ก.พ. -124%

          แม้แต่แบงก์รัฐขนาดใหญ่ อย่างธนาคารออมสินที่มีกำไรสุทธิในไตรมาสแรกราว 3,000 ล้านบาท ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่จะทำกำไรไตรมาสละ 6,000 ล้านบาท เพื่อให้ทั้งปีมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ ธอส.มีกำไรสุทธิ 2,474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.78% เอ็กซิมแบงก์ 377 ล้านบาท ส่วนเอสเอ็มอีแบงก์ 359 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 300 ล้านบาท เล็กน้อย

          ส่วนการปล่อยสินเชื่อของแบงก์รัฐ (6 แห่ง ยกเว้น บสย. กับ บตท.) พบว่า เพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดย ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2558 มีสินเชื่อคงค้างรวม 3,993,707 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนราว 6% และหากพิจารณาช่วง 2 เดือนก่อนหน้าจะพบว่า การปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากนัก

          ด้านเงินรับฝากรวม (6 แห่ง ยกเว้น บสย. กับ บตท.) ขยายตัว แต่ไม่มากเช่นกัน โดย ณ มี.ค. 2558 ยอดเงินรับฝากคงค้างอยู่ที่ 3,997,675 ล้านบาท เพิ่มขึ้นแค่ 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (ณ มี.ค. 2557 ขยายตัว 10.1%) ส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) มีจำนวน 219,336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่มี NPLs อยู่ที่ 238,946 ล้านบาท ขณะที่ด้านความพอเพียงของเงินกองทุนของบรรดาแบงก์รัฐ (BIS Ratio) พบว่า ณ มี.ค. 2558 เพิ่มมาอยู่ที่ 11.29% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 10.47% (ดูตาราง)

          จากผลประกอบการช่วงไตรมาสแรกดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่สถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐ สนองตอบต่อการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ค่อนข้างล่าช้า และรอจนแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ลดดอกเบี้ยกันไปหมดแล้ว จึงได้ฤกษ์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย "เงินกู้" ลงบ้าง แต่ก็ลดในอัตราที่ค่อนข้างต่ำและบางแห่งก็ไม่ลด

          โดยธนาคารออมสินปรับลด 0.05-0.15% ขณะที่ ธอส. ลด 0.10% และเอสเอ็มอีแบงก์ ลดลง 0.25% ส่วน ธ.ก.ส. และแบงก์อื่น ๆ ที่เหลือยังไม่ปรับลด

          "ชาติชาย พยุหนาวีชัย" ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า การลดดอกเบี้ยเงินกู้ ลงทันที จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะลดประมาณ 0.1-0.2% จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 2.5% แต่แบงก์ออมสินก็ลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลลูกค้า โดยเฉพาะรายย่อย

          เช่นเดียวกับ "อังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส" กรรมการผู้จัดการ ธอส. ที่บอกว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าตามนโยบายของรัฐ เพื่อคืนความสุขให้ประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้น กำลังซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

          ฟาก "สาลินี วังตาล" ประธานกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของ SMEs รายย่อย เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน SMEs ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งแม้ว่าจะทำให้ผลกำไรของธนาคารลดลงบ้าง แต่ก็มองว่าแบงก์รัฐไม่ควรมุ่งผลกำไรเป็นหลัก แต่ควรเน้นช่วยเหลือเอสเอ็มอีและประชาชนระดับฐานรากที่กำลังลำบาก

          ส่วน ธ.ก.ส. ที่ยังไม่ลดดอกเบี้ยนั้น "สมศักดิ์ กังธีระวัฒน์" รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. อธิบายว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงไม่ปรับลด เนื่องจาก ธ.ก.ส. มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้ว อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยของแบงก์พาณิชย์เมื่อลดแล้วก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ย ธ.ก.ส. ซึ่งปัจจุบัน MLR ธ.ก.ส. อยู่ที่ 5% ต่อปีเท่านั้น ส่วน MRR อยู่ที่ 7% ขณะที่แบงก์พาณิชย์สูงกว่า 6% และเกือบ 8% ตามลำดับ

          อย่างไรก็ตาม แม้จะลดดอกเบี้ยเป็นการทั่วไปในอัตราไม่มากนัก แต่แบงก์รัฐก็เตรียมจัดงาน "มหกรรมแบงก์รัฐ" ระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย. ใน 5 จุด ทั่วประเทศ ซึ่งในงานนี้จะมีการให้สินเชื่อที่ดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ รวมถึงออกผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราปกติด้วย ซึ่งต้องลุ้นด้วยว่า งาน บิ๊กนี้จะเป็นการช่วยเหลือแบบ "ไม่ผิดฝาผิดตัว" และเกิดผลกับประชาชนและ ผู้ประกอบการฐานรากอย่างแท้จริง เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจที่อึมครึมเช่นนี้ได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 - 14 มิ.ย. 2558