กรมชลฯย้ำแล้งสั่งเลื่อนทำนาปี
ข่าววันที่ : 8 มิ.ย. 2558
Share

tmp_20150806094542_1.jpg

วันที่ ปรับปรุง 8 มิ.ย. 2558

          ระบุตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย.ปริมาณฝนอาจลดลงจนเกิดพื้นที่แล้งซ้ำซาก ชาวนาสุโขทัยเสี่ยงทำนาแห้งไถหว่านทั้งที่ดินแห้งผาก ลุ้นให้ฝนตกใน 1 เดือน ไม่งั้นหมดตัวแน่ อ่างลำตะคองก็แห้งขอดประกาศเลื่อนทำนาปีไป 1 เดือน

          เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. นายประวิทย์ แจ่มปัญญา ผอ.สำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค. ปริมาณฝนจะน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งทำให้เกิดภัยแล้งได้ จากนั้นในช่วงเดือนส.ค.-ต.ค. ปริมาณฝนจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ทั้งนี้ได้ให้ข้อมูลโดยอ้างถึงการคาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ.2558 ของกรมอุตุนิยมวิทยา ลงวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ปริมาณฝนรวมจะใกล้เคียงค่าปกติและใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ในช่วงต้นและกลางเดือนมิ.ย. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย โดยจะมีกำลังค่อนข้างแรงเป็นระยะๆ และต่อเนื่อง

          ประกอบกับจะมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณประเทศไทยตอนบนในบางช่วง ลักษณะดังกล่าวจะส่งผลให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกชุก กับจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ถึงประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนก.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังอ่อนลง และร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบนจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านบริเวณตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง อาจก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน

          จากนั้นจนถึงเดือนก.ย. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมจะกลับมามีกำลังแรงขึ้น โดยจะมีกำลังแรงเป็นระยะๆ และร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านประเทศไทยตอนบนอีกครั้ง ทำให้ประเทศไทยกลับมามีฝนตกชุกหนาแน่น โดยจะมีฝนเกือบทั่วไปและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในบางพื้นที่ ในช่วงเดือนต.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเป็นระยะๆ ประกอบกับร่องมรสุมจะเลื่อนลงไปพาดผ่านภาคใต้ตอนบน นอกจากนี้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยจะเริ่มเปลี่ยนเป็นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทยอ่าวไทยและภาคใต้

          ด้านนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำมีสำรองเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยในขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกของพื้นที่ชลประทานในภาคกลาง 22 จังหวัด ที่สำรองน้ำไว้ให้เกษตรกรรวม 3,800 ล้านลบ.ม. จาก 4 แหล่งน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

          นายเลิศวิโรจน์กล่าวว่า น้ำจำนวนดังกล่าว ถูกปล่อยลงไปให้กับเกษตรกรเฉลี่ยวันละ 60 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเสริมกับน้ำฝนเนื่องจากกรมชลประทานได้ประกาศให้เป็นวันที่เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากในความเป็นจริงฤดูฝนในปีนี้มาช้าและมีปริมาณฝนตกลงมาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ดังนั้นในเร็วๆ นี้ กรมชลประทานจะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งเพื่อทบทวนแผนการปล่อยน้ำในพื้นที่เขตชลประทาน

          นายเลิศวิโรจน์กล่าวยืนยันว่า น้ำสำรองของปีนี้ในภาพรวมทุกเขื่อนมีมากกว่าปีที่แล้ว และมีสำรองสำหรับการเพาะปลูกถึงเดือนก.ค. แต่ที่เกิดปัญหาน้ำขาดแคลนเพราะน้ำฝนมีน้อย ซึ่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานในแต่ละพื้นที่ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรแล้ว โดยอาจต้องขอให้เลื่อนการเพาะปลูกออกไปโดยภาครัฐอาจต้องหามาตรการต่างๆ ออกมาช่วยเหลือในระหว่างที่เกษรตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ และที่ผ่านมากรมชลประทานพยายามอย่างเต็มที่ในการปล่อยน้ำให้กับเกษตรกรเพื่อให้เพียงพอกับการเพาะปลูก แต่ปกติแล้วการเพาะปลูกของเกษตรกรจะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำจากเขื่อนเป็นเพียงน้ำเสริมเท่านั้น

          วันเดียวกัน นายสุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีปริมาณน้ำพร้อมใช้งานแค่ 880 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 14 เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากจนน่าเป็นห่วง หากฝนยังไม่ตกทิ้งช่วงนานกว่านี้อีกประมาณ 1-2 เดือน คงต้องลดการระบายน้ำ เพราะเขื่อนต้องเก็บน้ำพร้อมใช้งานขั้นต่ำร้อยละ 10 ไว้สำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำที่เตรียมไว้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีที่เกิดภัยแล้งยาวนาน แต่ในช่วงนี้ยังคงปล่อยระบายน้ำสู่ภาคเกษตรกรรมตามปกติอยู่

          นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนด้านอากาศตนยังวิตกอยู่และยังคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ เพราะทางกรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่าฝนจะมาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ผ่านไป 1 เดือนแล้ว ฝนยังไม่ตกลงมาตามปกติ จึงเตรียมร่วมกับกรมชลประทานในวันที่ 8 มิ.ย. ว่าจะดำเนินการตามมาตรการรองรับเรื่องภัยแล้งอย่างไรบ้าง

          "ต้องมีการพูดคุยร่วมกับภาคเกษตรกร ผู้เลี้ยงปลาในกระซัง ผู้ใช้น้ำในอุตสาหกรรม และผู้ที่ใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภค เพื่อรับทราบความเป็นจริงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ต้องมีการวางแผนกำหนดการทำนาไม่ให้มีการทำนาพร้อมกันทุกพื้นที่ เพราะอาจจะทำให้น้ำที่มีอยู่ไม่สามารถหล่อเลี้ยงต้นข้าวจนโตได้" ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์กล่าว

          ขณะเดียวกัน นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ถือว่าหนักกว่าปีที่ผ่านๆ มามาก เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ตามแผนที่วางไว้

          นายวิเชียรกล่าวว่า ขณะนี้คงไม่เรียกร้องให้กรมชลประทานปล่อยน้ำมาเพิ่มแล้ว เนื่องจากหากเริ่มทำนาตอนนี้คงไม่ทันช่วงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องไปเริ่มเพาะปลูกอีกทีช่วงต้นปี 2559 แต่สิ่งที่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือคือการพักชำระหนี้เกษตรกรไปอีก 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย เพราะชาวนาไม่มีรายได้เลย บางรายมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นด้วย ถ้าไม่มีงินไปชำระหนี้อาจถูกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยึดที่ดินไป

          วันเดียวกัน นางลำจวน เลื่อนลอย เกษตรกรชาวนา ต.ทับผึ้ง อ.เมือง จ.สุโขทัย เผยว่า ขณะนี้ชาวนาในพื้นที่หันมาทำนาแห้ง ปลูกข้าวนาปี สู่วิกฤตภัยแล้ง กันเป็นปีแรก แม้ว่าขณะนี้ทางชลประทานจะสูบน้ำจากแม่น้ำยมมายังคลองลอย เพื่อให้เกษตรกรสูบน้ำทำนา โดยกำหนดให้แต่ละหมู่บ้านผลัดกันสูบน้ำทำนาแห่งละ 2 วัน ทำให้ปริมาณน้ำไม่พอเพียงต่อการทำนา ชาวนาจึงต้องยอมเสี่ยงทำนาแห้งด้วยการไถ่ดินและหว่านเมล็ดข้าวลงดินที่แห้ง รวมพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ เพื่อรอน้ำฝนตกลงมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว ซึ่งเสี่ยงกับการขาดทุน เพราะหากฝนไม่ตกภายใน 30 วัน จะทำให้ข้าวที่หว่านแห้งตายหมด

          สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้อำนวยการปภ. นครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ง จำนวน 24 อำเภอ ได้แก่ อ.บัวใหญ่, อ.โนนแดง, อ.บัวลาย, อ.สูงเนิน, อ.บ้านเหลื่อม, อ.ขามสะแกแสง, อ.สีดา, อ.ห้วยแถลง, อ.โนนสูง, อ.ประทาย, อ.ด่านขุนทด, อ.ชุมพวง, อ.เทพารักษ์, อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.จักราช, อ.โชคชัย, อ.ขามทะเลสอ, อ.เมือง, อ.สีคิ้ว, อ.วังน้ำเขียว, อ.โนนไทย, อ.ปักธงชัย, อ.พระทองคำ และอ.แก้งสนามนาง รวม 168 ตำบล 1,783 หมู่บ้าน 278,866 ครัวเรือน

          ด้านนายสุทธิโรจน์ กองแก้ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง มีปริมาณน้ำต้นทุน 64 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 20.37 ทุกวันจะมีน้ำฝนจากผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น เขาใหญ่ ไหลเข้าตัวอ่างฯ เฉลี่ยวันละ 2-3 แสนลบ.ม. แต่โครงการต้องบริหารจัดการส่งน้ำให้ประชาชนวันละ 7 แสนลบ.ม. หากฝนไม่ตกลงมาตามฤดูกาล น้ำต้นทุนจะเหลือใช้ไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤต

          นายสุทธิโรจน์กล่าวว่า ตามปฏิทินเพาะปลูกในเขตชลประทานของลุ่มน้ำลำตะคอง จะเริ่มปลูกข้าวนาปี ในวันที่ 1 มิ.ย. แต่น้ำดิบที่เหลืออยู่ต้องสงวนใช้อุปโภค บริโภค จึงประกาศเลื่อนการทำนาปีออกไป 1 เดือน แต่หากน้ำดิบไม่เพิ่มถึง 100 ล้านลบ.ม. จะต้องเลื่อนการทำนาปีออกไปอีกตามความเหมาะสม

          นายขจรศักดิ์ จำปาแดง อายุ 53 ปี เกษตรกรชาวบ้านหนองไผ่ ม.3 ต.ขวาวใหญ่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เผยว่า ทั้ง 17 อำเภอ ชาวนาต้องประสบปัญหาภัยแล้งเป็นอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.แคน อ.สนม และต.ขวาวใหญ่ อ.ศีขรภูมิ เนื่องจากฝนไม่ตกตามฤดูกลาล ส่งผลให้ต้นกล้าข้าวหอมมะลิ ล้มตายเสียหายจำนวนมาก ปีนี้ถือว่าแล้งมากที่สุด จึงอยากขอรัฐบาลและคสช. ช่วยเหลือชาวนาด้วยในการพยุงราคาข้าวให้ดีขึ้น ไม่เช่นนั้นชาวนาคงตายแน่

          ด้านนายปรีชา พันธุ์วา ผอ.โครงการชลประทานอ่างทอง เปิดเผยว่า ตอนนี้ทางชลประทานเร่งระบายน้ำให้กับเกษตรกรแบบหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำในการเพาะปลูก โดยเฉพาะฤดูการทำนาปีที่ต้องใช้น้ำ แต่ตอนนี้ปัญหาภัยแล้งที่สำคัญคือฝนทิ้งช่วง ทำให้น้ำตามแหล่งต่างๆ ไม่เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้การระบายน้ำให้เกษตรกรยังมีปัญหา โดยเฉพาะคลองสาขาที่แยกจากคลองชลประทานต่างๆ จะยังไม่มีน้ำไปอย่างทั่วถึง เพราะแรงดันน้ำยังไม่มากพอและอีกอย่างที่เป็นปัญหาตอนนี้คือเกษตรกรต้นน้ำจะสูบน้ำกันเป็นจำนวนมากทำให้ท้ายน้ำยังไม่มีน้ำ ซึ่งกำลังทำแผนไปยัง กอ.รมน.อ่างทอง เพื่อทำประชาคมกับเกษตรกรมีน้ำใจในการหมุนเวียนใช้น้ำและสร้างวินัยให้เกษตรกรในการแบ่งน้ำกันใช้

          วันเดียวกัน นายเอกสิทธิ์ ศักดีธนาภรณ์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนเจ้าพระยา กล่าวว่า เนื่องจากกรมชลประทานประเมินปริมาณน้ำต้นทุนจากสถานการณ์น้ำในปัจจุบันและข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า มีฝนตกเหนือเขื่อนใหญ่ปริมาณน้อย และพบว่าปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ซึ่งสามารถใช้ได้เพียง 28 วัน ไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าวถึงแม้ในขณะนี้ทางชลประทานจะได้ปล่อยน้ำให้เกษตรกรได้ใช้ทำนาแล้ว และมีการจัดรอบในการส่งน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันความขัดแย้งอันเกิดจากการแย่งใช้น้ำ

          นายเอกสิทธิ์กล่าวว่า หากในช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ยังไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนใหญ่ทั้งสองแห่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ แนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้นให้เกษตรกรใช้น้ำในแหล่งน้ำในพื้นที่ และน้ำบาดาล จึงขอความร่วมมือรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนเกษตรกรที่ทำนาและยังไม่ได้เพาะปลูกข้าวในขณะนี้ขอให้เปลี่ยนจากการปลูกข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อป้องกันความเสียหายของพืชผลการเกษตร

 

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก : หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 8 มิถุนายน 2558